ฆ่าเจ็ดชั่วโคตร
การปกครองบ้านเมืองของไทยสมัยโบราณ นับเวลาที่สามารถสืบค้นได้ได้มีกฎหมายที่ใช้กันในสมัยนั้นเริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นบทลงโทษที่น่ากลัว และหวาดเสียว สยดสยองมาก โดยทำเอานักโทษ กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยที่เดียว กฎการประหารฆ่า เจ็ดชั่วโคตร นั้น สืบเนื่องจากการบัญญัติไว้ในกฎมณเทียรบาล และกฎหมายที่เกี่ยวกับลักษณะกบฏศึก เป็นการนำมาใช้กับ คนหรือพวกที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง บุคคลประเภทนี้ถือว่าเป็นกบฎต้องถูกประหารชีวิต การลงโทษนั้นไม่ลงโทษเพียงผู้ทำผิดเท่านั้นแต่ ต้องรับโทษร่วมกัน ถึง ลูกเมีย หลาน ปู่ ย่า ตายาย ที่เรียกกัน ว่าฆ่ากันทั้งโคตร หรือฆ่า เจ็ดชั่วโคตร การนับชั่วโคตรนั้น ก็นับจาก ทั้งตระกูลทั้ง ฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง โดยฆ่าต้องให้ครบทุกเครือญาติ
ครบเครือญาติ หมายถึง 1. นักโทษ และเมีย 2. ลูก 3. หลาน 4. เหลน 5. พ่อแม่ 6. ปู่ ย่า ตา ยาย 7. ทวด
กฏมณเทียรบาลที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษ สมัยโบราณ พอที่จะค้นพบได้ มีดังนี้
1. ถ้าพระมหากษัตริย์ เสด็จประพาสทางเรือ ห้ามทำเรือล่ม เรือเอียง อย่าทำให้ตกเรือ ถ้าตกเรือให้ให้ช่วยที่รอดพ้นจากอันตราย หรือใช้ไม้หรืออุปกรณ์ อื่น ๆ ช่วยให้พ้นอันตราย หรือไม่ก็โยนลูกมะพร้าวให้เกาะ ถ้าช่วยให้รอดจากอันตรายได้ให้พ้นโทษ หรือถ้าผู้ที่โยนลูกมะพร้าวให้เกาะจนรอดพ้นการจมน้ำนั้น ให้ตกรางวัล เป็นเงิน สิบตำลึง พร้อมขันทองคำ หนึ่งใบ
2. ถ้าเสด็จทรงม้าหรือทรงช้าง การทรงช้างให้พลช้างทำขื่อคาใส่คอช้าง ทำเฉลียงที่ประทับบนหลังช้างให้มั่นคง ถ้าช้างพยศให้บังคับให้เชื่องพยามระวังอย่าให้เกิดอันตราย ถ้าพระที่นั่งเสียหาร หรือพระราชาเป็นอันตรายพลช้างต้องรับโทษให้ฆ่าเสียทั้งโคตร
3. ถ้ารับนางสนมเข้ามาในวัง ตำรวจผู้มีหน้าที่ขานขันหมาก ต้องร้องแห่ขั้นหมาก ถ้าไม่ร้องแห่ขันหมากตามหน้าที่ต้องรับโทษ แหวะปาก หรือมีพระราชพิธีต้อนรับแขกต่างเมือง ขณะแขกเมืองเข้ามาถวายบังคม ต้องร้องรับพิธี หากบกพร่องต่อหน้าที่ ให้ฆ่าเสียทั้งโคตร
ทั้งหมดนี้นำมากล่าวเฉพาะบางส่วนที่น่าสนใจ เป็นบทลงโทษที่รุนแรง เพื่อเป็นคติเตือนใจ อนุชนคนรุ่นปัจจุบัน ให้สำนึกตนว่าปฏิบัติตัวกันอย่างไร ถ้าเกิดในยุคนั้น ต้องรับโทษ กฎมณเทียรบาล กันอ่วมอรทัย
ยุคนั้นนอกจากมีกฎมณเทียรบาลแล้ว ยังมีกฎหมายที่บัญญัติไว้อีก เรียกว่า ลักษณะกบฎศึก เป็นบทลงโทษผู้ที่ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการกระทำผิดกฎมณเทียรบาล นั้น ขอยกตัวอย่างที่สำคัญ 4 กรณี ดังนี้
กฎหมายข้อที่ 1
กรณีที่ 1 ผู้ใดมีจิตใจมักใหญ่ ใฝ่สูง เกินตัว ทำการคบคิด ทำการกบฎ ประทุษร้าย ต่อพระมหากษัตริย์ ทำร้ายพระองค์ด้วยยาพา ทำร้ายด้วยอาวุธ จนสิ้นพระชนม์
กรณีที่ 2 พระเจ้าอยู่หัวโปรดปราณผู้ใด จนแต่งตั้งในไปปกครองเมืองหน้าด่าน หรือประเทศราช แล้วไม่ใส่ใจนำเครื่องราชบรรณาการ เป็นข้าวของ ทอง อาหาร เสบียง มาถวายเป็นประจำ ทุกปี ถือว่าเอาใจออกห่าง ถือเป็นกบฎเมือง
กรณีที่ 3 ผู้ใดมีจิตใจ ฝักใฝ่ เอาใจสัตรู ข้าศึก ร่วมสมคบกับข้าศึก นำทัพมาเบียดเบียน นคร
กรณีที่ 4 ผู้ใดนำความลับของบ้านเมือง ไปบอกข้าศึก ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง
กรณีความผิด ทั้ง 4 กรณีข้างต้นนี้ถือว่า เป็นความผิดที่รุนแรง ขั้นอกฤษฐ์ หนักที่ร้ายแรงให้อภัยไม่ได้ โทษสถานเดียวคือ ประหารชีวิต ก่อนตาย ต้องรับโทษ โดยแยกเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 ให้ริบทรัพย์สิน ข้า ทาส บริวาร ไร่ นา ให้สิ้น แล้วจับไปฆ่าเสียทั้งโคตร
ส่วนที่ 2 ให้ริบทรัพย์สิน ข้า ทาส บริวาร ไร่ นา ให้สิ้น แล้วจับไปฆ่าเสียทั้ง เจ็ดโคตร ชั่วโคตร
การประหารชีวิตนั้นต้องทรมานให้ครบ 7 วัน ถึงปล่อยให้ตาย โดยถ้าไม่ครบ 7 วัน ห้ามทำให้ตาย ขณะทำการทรมาน ให้ตายนั้นอย่าให้เลือด หรือเศษอวัยวะส่วนใดตกลงพื้นดิน ทำให้เป็นเสนียด แก่แผ่นดิน หลังจากทรมานจนตายแล้วให้ ใช้ผ้าห่อน้ำเลือด น้ำหนอง และอวัยวะต่าง ๆที่เป็นซากศพ ใส่แพ ปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำ
กฎหมายข้อที่ 2
พระเจ้าอยู่หัวทรงเลี้ยงดู โปรดปราณ แล้วประทาน ยศ ศักดิ์ ให้ตำแหน่ง แต่ภายหลังมีจิตใจ คิดการใหญ่ ใฝ่สูง เกินศักดิ์ ยกทัพเข้ายึดเมือง กระทำการประทุษร้าย พระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ ต้องมีโทษหนัก ให้ฆ่าทั้งโคตร
กฎหมายข้อที่ 3
บุคคลใดพระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้งให้มี ยศ ตำแหน่ง เป็นนายหมู่ นายกอง นายหมวด เป็นข้าราชการ รับใช้บ้านเมือง ถึงเวลามีภัย ข้าศึกมาประชิดเมือง บ้านเมือง ระส่ำระสาย แต่ไม่ยอมช่วยราชการ บ้านเมือง กลับพาครอบครัว ญาติมิตรไปยอมเข้ากับข้าศึก หรือ แอบหลบ ซ่อนตัวอยู่ในป่า ในถ้ำ เวลาภัยมา หนีเอาตัวรอด นั้นท่านว่า เป็นกบฎ กฎหมายว่าให้ฆ่าเสีย ทั้งโคตร เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
มาตราหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวเลี้ยงดูโปรดปรานและประทานยศศักดิ์มีตำแหน่งแต่มีจิตใจคิดการใหญ่ ใฝ่เกินศักดิ์ยกทัพมายึดเมืองกระทำการประทุศร้ายพระเจ้าอยู่หัวและราชวงศ์มีโทษหนักให้ฆ่าเสียทั้งโคตร
มาตราหนึ่ง บุคคลใดพระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้งให้มียศมีตำแหน่งเป็น นายหมู่ นายหมวด นาย กอง เป็นทหารถ้าเกิดมีภัยสงครามเข้ามาประชิดเมืองแล้วไม่ยอมช่วยราชการบ้านเมืองพาครอบครัวญาติมิตรไปสวามิภักดิ์ต่อข้าศึกก็ดี หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าในถ้ำหนี้ภัยเอาตัวรอดนั้นท่านว่าเป็นกษฏ กฎหมายว่าให้ฆ่าเสียทั้งโคตรเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ส่วนวิธีการฆ่าหรือประหารนั้นจะเป็นการทรมาณให้ตายช้าๆไม่นิยมให้ตายทันทีตามกฎหมายลักษณะกษฎศึกได้กำหนดรูปแบบการฆ่าไว้พอที่จะสืบค้นได้ 21 วิธี
วิธีที่ 1 เป็นการตอกกะโหลกศีรษะให้เปิดออก แล้วนำก้อนเหล็กที่เผาไฟแดง ๆ และ ร้อนแรง ใส่ลงไปในมันสมองจนทำให้มันสมองเดือดพล่านพุ่งออกมานอกกะโหลก
วิธีที่ 2 เป็นการตัดแต่งใบหน้าถลอกลอกหนังหน้าทั้ง 2 ข้างแล้วดึงลอกออกมา ดึงหนังมารวมกันที่ท้ายทอย แล้วม้วนเข้าหากันทำให้สอดแทงเข้าไปกลางหนังที่ลอกมาแล้วดึงออกมาให้หลุดจากหัวกระโหลกทั้งหนังหน้าและหนังหัวจากนั้นนำกรวดและทรายมาขัดหัวนั้นจนให้หัวกระโหลกนั้นขาวโพรน
วิธีที่ 3 นำตะขอมาเกี่ยวปาก ให้อ้าไว้แล้วนำก้อนถ่านไฟยัดเข้าไปในปากและนำสิ่วอันแหลมคมแสะแหวะฝ่าตั้งแต่ปากจรดใบหู ทั้ง สองข้างแล้วเอาตะขอเกี่ยวไว้ให้เลือดไหลออกจากปาก
วิธีที่ 4 นำผ้าดิบมาชุ่มน้ำมันจนชุ่ม นำมาผันให้ทั่วร่างกายและจุดไฟเผา
วิธีที่ 5 นำผ้าดิบมาชุ่มน้ำมันจนชุ่ม นำมาผันนิ้วมือทั้งสิบนิ้วและจุดไฟเผา
วิธีที่ 6 เชือดเนื้อให้เป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกันตั้งแต่ใต้คางตรงคอลงมาถึงเอวจรดข้อเท้าแล้วเอาเชือกมัดให้เดินเหยียบริ้วเนื้อหนังของตน ผลักฉุดคร่าให้เดินไปเรื่อยๆจนกว่าจะตาย
วิธีที่ 7 เชือดเนื้อหนังให้เป็นริ้วตั้งแต่ใต้คอจนถึงเอวแล้วให้เชือดตั้งแต่เอวลงไปถึงข้อเท้าแล้วทำให้หนัง ข้างบนปกคลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า
วิธีที่ 8 นำห่วงเหล็กสอดเข้าข้อศอก และขาทั้ง 2 ข้างช่วงหัวเข่าแล้วนำหลักสอดเข้าไปในห่วงข้อศอกและหัวช่วงเข่าตอกหลักนั้นตรึงให้แน่นทั้ง 2 ข้างให้ติดกับแผ่นดินไว้อย่างนั้นอย่าให้เคลื่อนไหวได้แล้วนำไฟที่ลุกโชนมาลนรอบๆตัวทรมานจนกว่าจะตาย
วิธีที่ 9 นำเบ็ดขนาดใหญ่ที่มีเงื้ยงคมทั้ง 2 ข้างมาเกี่ยวดึงหนังและเส้นเอ็นอย่างรุนแรงไปทั่วร่างจนเนื้อหนังหลุดกระจุย กระจายทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะตาย
วิธีที่ 10 นำมีดอันแหลมคมมา เฉือน เนื้อ หนัง เอ็น ออกจากร่างกายนำตาชั่งมาชี้วัดครั้งล่ะ 1 ตำลึง จนเนื้อ หนัง เอ็น หมดจากร่างกาย จนเหลือแต่โครงกระดูก
วิธีที่ 11 นำร่างกายมาสับหรือทุบให้เละแหลกเหลวจนละเอียด แล้วนำแปรงที่ชุ่มน้ำที่แสบๆมาหวีมาแปรง ขูดหนัง เนื้อ เอ็น ที่ชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ ขูดลอกออกทั่วร่างกายจนเหลือแต่ซากกระดูก
วิธีที่ 12 บังคับให้นอนตะแคงราบติดกับพื้นแล้วนำเหล็กแหลมตอกช่องรูหูจากด้านบนให้ทะลุช่องหูอีกข้างจนติดสนิทแน่นกับพื้นดินแล้วจับขาทั้ง 2 ข้างหมุนเวียนไปรอบๆไปเรื่อยๆหมุนไปอย่างนั้นจนกว่าจะตาย
วิธีที่ 13 ทำโทษโดยที่ห้ามทำให้ผิวหนังขาดแล้วนำลูกกรวด ลูกหิน บดเนื้อเอ็นกระดูกให้แหลกละเอียด แล้วรวบผมหัวรวมกันยัดเข้าไปทำให้เป็นกองกับเนื้อ เอ็น กระดูก รวบห่อด้วยหนังทำเป็นทอดวางไว้เหมือนพรมเช็ดเท้าและเอาไว้เช็ดเท้า
วิธีที่ 14 จับร่างมัดกับเสาหลักให้แน่นเคี่ยวน้ำมันให้เดือดพล่านใช้ภาชนะตักมาเทหรือราดตั้งแต่ศีรษะลงไปทั่วร่างกายจนกว่าจะตาย
วิธีที่ 15 นำสุนัขที่ร้ายกาจไปขังไว้ในกรงไม่ให้กินอาหารจนสุนัขหิวจัดแล้วปล่อยออกจากกรงเพื่อให้มากัดกินเนื้อหนังอวัยวะทั่วร่างกายจนเหลือแต่กระดูกเปล่าๆ
วิธีที่ 16 จับนอนหงายลงกับพื้นมัดตรึงแขนทั้ง 2 ข้างให้แน่นแล้วใช้ควานขนาดใหญ่ผ่าออกทั้งเป็นแหกอกออกดั่งโครงเนื้อ
วิธีที่ 17 นำหอกแหลมคมมาแทงให้ทั่วร่างกายทีล่ะน้อยๆค่อยๆทแงจนกว่าจะตาย
วิธีที่ 18 ขุดหลุมฝังทั้งเป็นๆให้เหลือเพียงเอวแล้วนำฟางมาคลุมให้ทั่วร่างกายตั้งแต่เอวจรดศรีษะเสร็จแล้วจุดไฟเผาจนไหม้เกรียม แล้วนำไถเหล็กมาไถจนเป็นท่อนๆเล็กน้อยใหญ่และซากศพแหลกเป็นชิ้นๆ
วิธีที่ 19 ใช้มีดเชือดเนื้อออกมาทอดด้วยน้ำมันเหมือนทอดขนม แล้วบังคับให้กินเนื้อตนเองจนกว่าจะตาย
วิธีที่ 20 จับมัดกับเสาแล้วนำไม้กระบองทั้งสั้นแล้วยาวมาระดมตีให้ทรมาจนกว่าจะตาย
วิธีที่ 21 จับมัดกับเสาแล้วนำหวายที่มีหนามแหลมคม มากระหน่ำตีจนกว่าจะตาย
จบแล้วจ๊ะ แล้วพบกันใหม่