วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เกร็ดความเชื่อ1

ทำนายเนื้อคู่
1. วันเกิด วันอาทิตย์ = 1 จันทร์ = 2  อังคาร = 3  พุธ 4   นับเรื่อย ๆ ถึง เสาร์ = 7
2.  เดือนเกิด ธันวาคม = 1  มกราคม = 2  และ พฤศจิกายน = 12
3. ปีเกิด  ปี ฉวด = 1  ปีฉลู = 2  และ ปีกุน = 12
               นำ วัน คูณ เดือน บวก ปี แล้ว หารด้วย 7  เหลือเศษ เท่าไหร่ นำไปหาคำทาย
คำทาย

เศษ 1 เนื้อคู่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผิวดำแดง รูปร่างสันทัด เป็นคนกำพร้า (ไม่ใช่กำมีด) เป็นคนเจ้าระเบียบ
เศษ 2 เนื้อคู่อยู่ทางทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก ผิวขาว พูดจาน่ารัก นิสัยดี นุ่มนวล มีความซื่อสัตย์ คนรักและเกรงขาม
เศษ 3 เนื้อคู่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ รูปร่างสูง ใหญ่ มีไฝดำที่คิ้วหรือมีแผลเป็นที่นมข้างขวา มีการศึกษาสูง และอาจเป็นหม้าย
เศษ 4 เนื้อคู่อยู่ทางทิศเหนือ หรือทิศใต้ ผิวขาว เหลือง รูปร่างใหญ่ โมโหร้าย พูดขวานผ่าซาก แบบนักเลง แต่เป็นคนดี มีทรัพย์สิน
เศษ 5 เนื้อคู่อยู่ทางทิศใต้ หรือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผิวเนื้อดำแดง เป็นสาว Hi 5 หรือชาย ไฮโช เป็นคนมีอายุ หน้าตาดูดี แต่ขี้เกียจ มีการศึกษาดี ตอนแรก ๆ อยู่ด้วยกันไม่ค่อยดี นานๆจึงจะดี
                                                          (ตอนหน้า ทำนาย โชค(ลาบ) ลาภ ) ขอบอก

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โทษประหาร

ฆ่าเจ็ดชั่วโคตร
การปกครองบ้านเมืองของไทยสมัยโบราณ นับเวลาที่สามารถสืบค้นได้ได้มีกฎหมายที่ใช้กันในสมัยนั้นเริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นบทลงโทษที่น่ากลัว และหวาดเสียว สยดสยองมาก โดยทำเอานักโทษ กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยที่เดียว กฎการประหารฆ่า เจ็ดชั่วโคตร นั้น สืบเนื่องจากการบัญญัติไว้ในกฎมณเทียรบาล และกฎหมายที่เกี่ยวกับลักษณะกบฏศึก เป็นการนำมาใช้กับ คนหรือพวกที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง บุคคลประเภทนี้ถือว่าเป็นกบฎต้องถูกประหารชีวิต การลงโทษนั้นไม่ลงโทษเพียงผู้ทำผิดเท่านั้นแต่ ต้องรับโทษร่วมกัน ถึง ลูกเมีย หลาน ปู่ ย่า ตายาย ที่เรียกกัน ว่าฆ่ากันทั้งโคตร หรือฆ่า เจ็ดชั่วโคตร การนับชั่วโคตรนั้น ก็นับจาก ทั้งตระกูลทั้ง ฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง โดยฆ่าต้องให้ครบทุกเครือญาติ

ครบเครือญาติ หมายถึง 1. นักโทษ และเมีย 2. ลูก 3. หลาน 4. เหลน 5. พ่อแม่ 6. ปู่ ย่า ตา ยาย 7. ทวด
กฏมณเทียรบาลที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษ สมัยโบราณ พอที่จะค้นพบได้ มีดังนี้

1. ถ้าพระมหากษัตริย์ เสด็จประพาสทางเรือ ห้ามทำเรือล่ม เรือเอียง อย่าทำให้ตกเรือ ถ้าตกเรือให้ให้ช่วยที่รอดพ้นจากอันตราย หรือใช้ไม้หรืออุปกรณ์ อื่น ๆ ช่วยให้พ้นอันตราย หรือไม่ก็โยนลูกมะพร้าวให้เกาะ ถ้าช่วยให้รอดจากอันตรายได้ให้พ้นโทษ หรือถ้าผู้ที่โยนลูกมะพร้าวให้เกาะจนรอดพ้นการจมน้ำนั้น ให้ตกรางวัล เป็นเงิน สิบตำลึง พร้อมขันทองคำ หนึ่งใบ

2. ถ้าเสด็จทรงม้าหรือทรงช้าง การทรงช้างให้พลช้างทำขื่อคาใส่คอช้าง ทำเฉลียงที่ประทับบนหลังช้างให้มั่นคง ถ้าช้างพยศให้บังคับให้เชื่องพยามระวังอย่าให้เกิดอันตราย ถ้าพระที่นั่งเสียหาร หรือพระราชาเป็นอันตรายพลช้างต้องรับโทษให้ฆ่าเสียทั้งโคตร

3. ถ้ารับนางสนมเข้ามาในวัง ตำรวจผู้มีหน้าที่ขานขันหมาก ต้องร้องแห่ขั้นหมาก ถ้าไม่ร้องแห่ขันหมากตามหน้าที่ต้องรับโทษ แหวะปาก หรือมีพระราชพิธีต้อนรับแขกต่างเมือง ขณะแขกเมืองเข้ามาถวายบังคม ต้องร้องรับพิธี หากบกพร่องต่อหน้าที่ ให้ฆ่าเสียทั้งโคตร
ทั้งหมดนี้นำมากล่าวเฉพาะบางส่วนที่น่าสนใจ เป็นบทลงโทษที่รุนแรง เพื่อเป็นคติเตือนใจ อนุชนคนรุ่นปัจจุบัน ให้สำนึกตนว่าปฏิบัติตัวกันอย่างไร ถ้าเกิดในยุคนั้น ต้องรับโทษ กฎมณเทียรบาล กันอ่วมอรทัย
ยุคนั้นนอกจากมีกฎมณเทียรบาลแล้ว ยังมีกฎหมายที่บัญญัติไว้อีก เรียกว่า ลักษณะกบฎศึก เป็นบทลงโทษผู้ที่ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการกระทำผิดกฎมณเทียรบาล นั้น ขอยกตัวอย่างที่สำคัญ 4 กรณี ดังนี้

กฎหมายข้อที่ 1
กรณีที่ 1 ผู้ใดมีจิตใจมักใหญ่ ใฝ่สูง เกินตัว ทำการคบคิด ทำการกบฎ ประทุษร้าย ต่อพระมหากษัตริย์ ทำร้ายพระองค์ด้วยยาพา ทำร้ายด้วยอาวุธ จนสิ้นพระชนม์

กรณีที่ 2 พระเจ้าอยู่หัวโปรดปราณผู้ใด จนแต่งตั้งในไปปกครองเมืองหน้าด่าน หรือประเทศราช แล้วไม่ใส่ใจนำเครื่องราชบรรณาการ เป็นข้าวของ ทอง อาหาร เสบียง มาถวายเป็นประจำ ทุกปี ถือว่าเอาใจออกห่าง ถือเป็นกบฎเมือง

กรณีที่ 3 ผู้ใดมีจิตใจ ฝักใฝ่ เอาใจสัตรู ข้าศึก ร่วมสมคบกับข้าศึก นำทัพมาเบียดเบียน นคร

กรณีที่ 4 ผู้ใดนำความลับของบ้านเมือง ไปบอกข้าศึก ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง
กรณีความผิด ทั้ง 4 กรณีข้างต้นนี้ถือว่า เป็นความผิดที่รุนแรง ขั้นอกฤษฐ์ หนักที่ร้ายแรงให้อภัยไม่ได้ โทษสถานเดียวคือ ประหารชีวิต ก่อนตาย ต้องรับโทษ โดยแยกเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 ให้ริบทรัพย์สิน ข้า ทาส บริวาร ไร่ นา ให้สิ้น แล้วจับไปฆ่าเสียทั้งโคตร
ส่วนที่ 2 ให้ริบทรัพย์สิน ข้า ทาส บริวาร ไร่ นา ให้สิ้น แล้วจับไปฆ่าเสียทั้ง เจ็ดโคตร ชั่วโคตร

การประหารชีวิตนั้นต้องทรมานให้ครบ 7 วัน ถึงปล่อยให้ตาย โดยถ้าไม่ครบ 7 วัน ห้ามทำให้ตาย ขณะทำการทรมาน ให้ตายนั้นอย่าให้เลือด หรือเศษอวัยวะส่วนใดตกลงพื้นดิน ทำให้เป็นเสนียด แก่แผ่นดิน หลังจากทรมานจนตายแล้วให้ ใช้ผ้าห่อน้ำเลือด น้ำหนอง และอวัยวะต่าง ๆที่เป็นซากศพ ใส่แพ ปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำ

กฎหมายข้อที่ 2
พระเจ้าอยู่หัวทรงเลี้ยงดู โปรดปราณ แล้วประทาน ยศ ศักดิ์ ให้ตำแหน่ง แต่ภายหลังมีจิตใจ คิดการใหญ่ ใฝ่สูง เกินศักดิ์ ยกทัพเข้ายึดเมือง กระทำการประทุษร้าย พระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ ต้องมีโทษหนัก ให้ฆ่าทั้งโคตร

กฎหมายข้อที่ 3
บุคคลใดพระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้งให้มี ยศ ตำแหน่ง เป็นนายหมู่ นายกอง นายหมวด เป็นข้าราชการ รับใช้บ้านเมือง ถึงเวลามีภัย ข้าศึกมาประชิดเมือง บ้านเมือง ระส่ำระสาย แต่ไม่ยอมช่วยราชการ บ้านเมือง กลับพาครอบครัว ญาติมิตรไปยอมเข้ากับข้าศึก หรือ แอบหลบ ซ่อนตัวอยู่ในป่า ในถ้ำ เวลาภัยมา หนีเอาตัวรอด นั้นท่านว่า เป็นกบฎ กฎหมายว่าให้ฆ่าเสีย ทั้งโคตร เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

มาตราหนึ่ง  พระเจ้าอยู่หัวเลี้ยงดูโปรดปรานและประทานยศศักดิ์มีตำแหน่งแต่มีจิตใจคิดการใหญ่ ใฝ่เกินศักดิ์ยกทัพมายึดเมืองกระทำการประทุศร้ายพระเจ้าอยู่หัวและราชวงศ์มีโทษหนักให้ฆ่าเสียทั้งโคตร

มาตราหนึ่ง บุคคลใดพระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้งให้มียศมีตำแหน่งเป็น นายหมู่ นายหมวด นาย กอง เป็นทหารถ้าเกิดมีภัยสงครามเข้ามาประชิดเมืองแล้วไม่ยอมช่วยราชการบ้านเมืองพาครอบครัวญาติมิตรไปสวามิภักดิ์ต่อข้าศึกก็ดี หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าในถ้ำหนี้ภัยเอาตัวรอดนั้นท่านว่าเป็นกษฏ กฎหมายว่าให้ฆ่าเสียทั้งโคตรเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ส่วนวิธีการฆ่าหรือประหารนั้นจะเป็นการทรมาณให้ตายช้าๆไม่นิยมให้ตายทันทีตามกฎหมายลักษณะกษฎศึกได้กำหนดรูปแบบการฆ่าไว้พอที่จะสืบค้นได้ 21 วิธี

วิธีที่ 1 เป็นการตอกกะโหลกศีรษะให้เปิดออก แล้วนำก้อนเหล็กที่เผาไฟแดง ๆ และ ร้อนแรง ใส่ลงไปในมันสมองจนทำให้มันสมองเดือดพล่านพุ่งออกมานอกกะโหลก

วิธีที่ 2 เป็นการตัดแต่งใบหน้าถลอกลอกหนังหน้าทั้ง 2 ข้างแล้วดึงลอกออกมา ดึงหนังมารวมกันที่ท้ายทอย แล้วม้วนเข้าหากันทำให้สอดแทงเข้าไปกลางหนังที่ลอกมาแล้วดึงออกมาให้หลุดจากหัวกระโหลกทั้งหนังหน้าและหนังหัวจากนั้นนำกรวดและทรายมาขัดหัวนั้นจนให้หัวกระโหลกนั้นขาวโพรน

วิธีที่ 3 นำตะขอมาเกี่ยวปาก ให้อ้าไว้แล้วนำก้อนถ่านไฟยัดเข้าไปในปากและนำสิ่วอันแหลมคมแสะแหวะฝ่าตั้งแต่ปากจรดใบหู ทั้ง สองข้างแล้วเอาตะขอเกี่ยวไว้ให้เลือดไหลออกจากปาก

วิธีที่ 4 นำผ้าดิบมาชุ่มน้ำมันจนชุ่ม นำมาผันให้ทั่วร่างกายและจุดไฟเผา

วิธีที่ 5 นำผ้าดิบมาชุ่มน้ำมันจนชุ่ม นำมาผันนิ้วมือทั้งสิบนิ้วและจุดไฟเผา

วิธีที่ 6 เชือดเนื้อให้เป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกันตั้งแต่ใต้คางตรงคอลงมาถึงเอวจรดข้อเท้าแล้วเอาเชือกมัดให้เดินเหยียบริ้วเนื้อหนังของตน ผลักฉุดคร่าให้เดินไปเรื่อยๆจนกว่าจะตาย

วิธีที่ 7 เชือดเนื้อหนังให้เป็นริ้วตั้งแต่ใต้คอจนถึงเอวแล้วให้เชือดตั้งแต่เอวลงไปถึงข้อเท้าแล้วทำให้หนัง ข้างบนปกคลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า

วิธีที่ 8 นำห่วงเหล็กสอดเข้าข้อศอก และขาทั้ง 2 ข้างช่วงหัวเข่าแล้วนำหลักสอดเข้าไปในห่วงข้อศอกและหัวช่วงเข่าตอกหลักนั้นตรึงให้แน่นทั้ง 2 ข้างให้ติดกับแผ่นดินไว้อย่างนั้นอย่าให้เคลื่อนไหวได้แล้วนำไฟที่ลุกโชนมาลนรอบๆตัวทรมานจนกว่าจะตาย

วิธีที่ 9 นำเบ็ดขนาดใหญ่ที่มีเงื้ยงคมทั้ง 2 ข้างมาเกี่ยวดึงหนังและเส้นเอ็นอย่างรุนแรงไปทั่วร่างจนเนื้อหนังหลุดกระจุย กระจายทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะตาย

วิธีที่ 10 นำมีดอันแหลมคมมา เฉือน เนื้อ หนัง เอ็น ออกจากร่างกายนำตาชั่งมาชี้วัดครั้งล่ะ 1 ตำลึง จนเนื้อ หนัง เอ็น หมดจากร่างกาย จนเหลือแต่โครงกระดูก

วิธีที่ 11 นำร่างกายมาสับหรือทุบให้เละแหลกเหลวจนละเอียด แล้วนำแปรงที่ชุ่มน้ำที่แสบๆมาหวีมาแปรง ขูดหนัง เนื้อ เอ็น ที่ชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ ขูดลอกออกทั่วร่างกายจนเหลือแต่ซากกระดูก

วิธีที่ 12 บังคับให้นอนตะแคงราบติดกับพื้นแล้วนำเหล็กแหลมตอกช่องรูหูจากด้านบนให้ทะลุช่องหูอีกข้างจนติดสนิทแน่นกับพื้นดินแล้วจับขาทั้ง 2 ข้างหมุนเวียนไปรอบๆไปเรื่อยๆหมุนไปอย่างนั้นจนกว่าจะตาย

วิธีที่ 13 ทำโทษโดยที่ห้ามทำให้ผิวหนังขาดแล้วนำลูกกรวด ลูกหิน บดเนื้อเอ็นกระดูกให้แหลกละเอียด แล้วรวบผมหัวรวมกันยัดเข้าไปทำให้เป็นกองกับเนื้อ เอ็น กระดูก รวบห่อด้วยหนังทำเป็นทอดวางไว้เหมือนพรมเช็ดเท้าและเอาไว้เช็ดเท้า

วิธีที่ 14 จับร่างมัดกับเสาหลักให้แน่นเคี่ยวน้ำมันให้เดือดพล่านใช้ภาชนะตักมาเทหรือราดตั้งแต่ศีรษะลงไปทั่วร่างกายจนกว่าจะตาย

วิธีที่ 15 นำสุนัขที่ร้ายกาจไปขังไว้ในกรงไม่ให้กินอาหารจนสุนัขหิวจัดแล้วปล่อยออกจากกรงเพื่อให้มากัดกินเนื้อหนังอวัยวะทั่วร่างกายจนเหลือแต่กระดูกเปล่าๆ

วิธีที่ 16 จับนอนหงายลงกับพื้นมัดตรึงแขนทั้ง 2 ข้างให้แน่นแล้วใช้ควานขนาดใหญ่ผ่าออกทั้งเป็นแหกอกออกดั่งโครงเนื้อ

วิธีที่ 17 นำหอกแหลมคมมาแทงให้ทั่วร่างกายทีล่ะน้อยๆค่อยๆทแงจนกว่าจะตาย

วิธีที่ 18 ขุดหลุมฝังทั้งเป็นๆให้เหลือเพียงเอวแล้วนำฟางมาคลุมให้ทั่วร่างกายตั้งแต่เอวจรดศรีษะเสร็จแล้วจุดไฟเผาจนไหม้เกรียม แล้วนำไถเหล็กมาไถจนเป็นท่อนๆเล็กน้อยใหญ่และซากศพแหลกเป็นชิ้นๆ

วิธีที่ 19 ใช้มีดเชือดเนื้อออกมาทอดด้วยน้ำมันเหมือนทอดขนม แล้วบังคับให้กินเนื้อตนเองจนกว่าจะตาย

วิธีที่ 20 จับมัดกับเสาแล้วนำไม้กระบองทั้งสั้นแล้วยาวมาระดมตีให้ทรมาจนกว่าจะตาย

วิธีที่ 21 จับมัดกับเสาแล้วนำหวายที่มีหนามแหลมคม มากระหน่ำตีจนกว่าจะตาย
                                                          
                                                              จบแล้วจ๊ะ แล้วพบกันใหม่

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ตำนานครุฑ (ตอนที่2)

ตำนานเมืองสยามโบราณ สมัยรุ่นปู่ย่าตายายก็เล่าเรื่องพญาครุฑให้ลูกหลานได้ฟังเสมอๆ เกี่ยวกับพญาครุฑเป็นเทพแห่งนกเป็นเจ้าแห่งเวหาที่มีที่อยู่บนเขาไกรลาศ เวลาเดินทางเหินอากาศจะบินอยู่เหนือก้อนเมฆ พญาครุฑเป็นเจ้าแห่งเวหาที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์ โดยปกติแล้ววิมารของพญาครุฑอยู่วิมารฉิมพลี พญาครุฑได้พรอันเป็นอมตะจากพระนารายณ์ ร่างกายเป็นกายสิทธิ์ ไม่มีอาวุธชนิดใดสามารถทำร้ายได้ แม้แต่สายฟ้าของพระอินทร์ก็ทำร้ายไม่สำเร็จ เพียงแต่ทำให้ขนของพญาครุฑร่วงลงมาเพียงเส้นเดียวเท่านั้น การร่วงล้นของขนนั้นก็เป็นความต้องการของพญาครุฑให้หลุดล่วงเท่านั้น เพียงแต่ให้ขนเป็นของถวายแก่พระอินทร์เท่านั้น และขนของพญาครุฑนั้น เรียกว่า “สุบรรณ” ซึ่งแปลว่าขนวิเศษ
พญาครุฑหรือรูปพญาครุฑนั้น เป็นสิ่งที่เชื่อกันว่า ทำให้ชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองแห่งชีวิต ตำนานพญาครุฑ ในตำนานที่เกี่ยวกับป่าหิมพานต์นั้นมีเรืองราวของสัตว์ที่มีอิทธิฤทธิ์มากมายหลายชนิด เช่น ราชสีห์ คชสีห์ อันมีลำตัวเป็นสิงห์แต่มีศีรษะเป็นช้าง กินรี กินนรและสัตว์แปลกๆ อีกหลายประเภท ในบรรดาสัตว์ที่กล่าวมาแล้วนั้นมีสองอย่างที่นับว่าเป็นเทพเดรัจฉานมีฤทธิ์มากคือ หนึ่งเป็นพญานาคราช ที่เป็นเจ้าแห่งเมืองบาดาล และอีกหนึ่งเทพคือ พญาครุฑเจ้าแห่งเวหา
นาคและครุฑต่างเป็นสัตว์ที่คู่กันตามตำนาน มีเรื่องราวเล่ากันว่าสัตว์กายสิทธิ์ทั้งสองนี้มีบิดาองค์เดียวกันคือมหาฤาษีกัสยปะเทพบิดร แต่คนละแม่กันโดยพญาครุฑนั้นมีมารดาเป็นภรรยาหลวงชื่อนางวินตา ส่วนนาคนั้นมีแม่เป็นภรรยาคนรองชื่อ กันทรุนางวินตาเป็นที่รักใคร่โปรดปรานจากพระกัศยปะมาก พระอง๕ได้ให้พรแก่นางว่า ให้มีโอรสได้ สององค์และเกิดมาแล้วให้มีอำนาจเหนือกว่านาคทั้งปวง จากนั้นไม่นานนางทั้งสองก็คลอดลูกออกมาเป็นไข่ ส่วนนางวินตาเฝ้าถนุถนอมไข่ดูแลไข่คอยเวลาที่ลูกจะแตกตัวออกมาจากไข นางเฝ้ารอคอยเป็นเวลา ถึงห้าร้อยปีไข่ใบแรกยังไม่แตกตัวออกมาเลย ยิ่งนานวันนางก็อยากเห็นหน้าลูก อยากรู้ว่าลูกจะมีหน้าตาอย่างไรในที่สุดนางก็ทนความคิดถึงไม่ไหว นางก็นำท่อนไม้มาทุกไข่หวังให้ลูกออกมาง่ายๆ ไข่ใบแรกแตกและนางได้เห็นหน้าลูกสมใจอยาก แต่อนิจจา ลูกของนางคลอดก่อนกำหนด ทำให้ร่างกายของบุตรพิการ บุตรของนางโกรธมากที่เป็นต้นเหตุให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ จึงสาปว่าให้นางเป็นทาสนางกัทรุห้าร้อยปีจะพ้นคำสาปได้จากการช่วยเหลือของลูกชายองค์ที่สองเท่านั้น หลังจากสาปมารดาแล้วก็เหาะขึ้นท้องฟ้ากลายเป็นเทพ ชื่อ อรุณ ทำหน้าที่เป็นสารถีให้แก่พระอาทิตย์ ส่วนลูกชายของนาง
องค์ที่สองก็คือพญาครุฑ หลังจากนางเสียใจในการทำร้ายลูกแล้ว นางบอกกับตัวเองว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก นางรอการแตกไข่ของลูกใบที่สองด้วยความอดทน เมื่อครบกำหนดลูกของนางก็แตกตัวออกจากไข่ ขณะไข่แตกตัวนั้นเอง เกิดมีแสงสว่าง รุ่งเรืองเต็มท้องฟ้า จนเหล้าเทวดาพากันมากราบไหว้บูชาในบุญญาธิการนั้น

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สาวๆ เคยลองนั่งนึกเล่นๆ ดูไหมคะว่า ... หลายๆ ที่สาวๆ ได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อน(ต่างเพศ)ใหม่ๆ แวบแรกที่เค้าได้รู้จักกับเรานั้นเรารู้สึกอย่างไร เค้าคิดยังไงกับเราบ้าง ???
จริงๆ แล้วตามหลักจิตวิทยามีอยู่ไม่กี่จุด ที่หนุ่มๆ เค้าจะพิจารณาและรู้สึกกับสาวๆ ในแว๊บแรกที่พบกันค่ะ ...
ครั้งแรกที่เจอกันหนุ่มๆ คิดอะไร
ความมั่นใจ :: หนุ่มส่วนใหญ่มักมองหาความมั่นใจในตัวผู้หญิงเป็นอันดับแรก ซึ่งสังเกตได้จากการทักทาย น้ำเสียง และการสบตา หากสาวๆ สามารถพูดคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติไม่เคอะเขิน นั่นก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับหนุ่มๆ ได้ในครั้ง11แรกที่เจอกันค่ะ
ความเพอร์เฟ็กต์ :: อย่าคิดว่าผู้หญิงที่ดูดีไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรือแม้แต่กระทั่งเล็บเท้าที่ถูกดีไซน์มาอย่างกิ๊บเก๋ มีสไตล์ จะสามารถดึงดูดความสนใจของหนุ่มๆ ได้เสมอไปนะคะ เพราะมีหนุ่มๆ อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวที่คิดว่า เธอเหล่านั้นดูเพอร์เฟ็กต์เกินไป ซึ่งอาจหมายความรวมไปถึงเจ้าชู้มากเกินไปนั่นเองค่ะ
ความเซ็กซี่ :: แน่นอนอยู่แล้วค่ะว่าความเซ็กซี่สามารถดึงดูดความสนใจของหนุ่มๆ ได้ แต่สาวๆ ควรจะจำไว้นะคะว่าความเซ็กซี่ก็ไม่ได้ตัดสินจากหน้าตาหรือเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันรวมไปถึงกิริยาท่าทาง น้ำเสียง และการใช้สายตาด้วยค่ะ
ถึงแม้ว่าสาวอาจจะไม่ได้สวยเด่นเกินใคร แต่หากฉลาดที่จะแสดงออก อย่างเช่น แทนที่จะทักทายเฉยๆ ก็ลองสบตาสักครู่ พร้อมกับแย้มริมฝีปากนิดๆ ก็ทำให้คุณ กลายเป็นสาวที่น่าค้นหาได้เลยนะคะจะบอกให้
โสดหรือเปล่า :: นี่เป็นคำถามข้อแรกๆ ที่หนุ่มๆ จะตั้งขึ้นหากเกิดความสนใจในตัวสาวๆ พวกเค้าจะแอบสังเกตว่า คนที่ปลื้มอยู่นั้นมีเจ้าของหรือยัง ซึ่งมองได้จากหากมีชายหน้าตาดีเดินผ่านมา หญิงที่มีแฟนอยู่แล้วมักจะทำได้แค่มองเพียงแวบเดียว แต่ถ้ายังโสดอยู่ละก็อาจถึงขั้นหันไปทั้งตัวได้เลยนะคะ
>>> นิสัยชอบชิงดีชิงเด่น :: ถ้าเกิดได้ทำความรู้จักกันซักพักแล้ว มีการนัดกันเพื่อออกเดททำความรู้จักกันให้มากขึ้น และถ้าหากสาวๆ กำลังออกเดทอยู่แล้วเผอิญมีหญิงปริศนาเดินเข้ามาทักคู่เดทของเราเฉยเลย แถมยังทำมึนไม่เห็นเราอยู่ในสายตาอีกด้วย ถ้าหากสาวๆ เกิดโวยวายและมองอย่างเกรี้ยวกราดละก็ หนุ่มๆ เค้าคงคงไม่แฮปปี้แน่ๆ แต่ถ้าสาวๆ สามารถระงับอารมณ์ให้สุขุมและนิ่งเฉย นั่นแหละจะสร้างความประทับใจให้กับเขาอย่างไม่รู้ลืมเลยละ

ครั้งแรกที่เจอกันหนุ่มๆ คิดอะไร
สายตาจ้องจับผิด :: เมื่อสาวๆ ถูกแนะนำให้รู้จักเพื่อน(ต่างเพศ)ใหม่ อย่า! ใช้สายตาเพื่อสแกนเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเชียวนะคะ เพราะผู้ชายคงจะไม่ชอบแน่ หากโดนจับจ้องด้วยสายตาแบบนี้ เป็นใครใครก็อึดอัดทั้งนั้นล่ะค่ะ

ครั้งแรกที่เจอกันหนุ่มๆ คิดอะไร ความเฟรนด์ลี่ :: หนุ่มๆ มันจะมองเห็นความน่ารักของสาวๆ ได้จากความเป็นมิตร ความเรียบง่ายๆ สบายๆ และมีอารมณ์ขันในตัวหญิงสาว เพราะนั่จะทำให้เค้าไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อต้องอยู่ใกล้ๆ สาวๆ ยังไงล่ะคะ
รูปร่าง :: กว่า 50% ของอาการตกหลุมรักก็มันจะเกิดจากรูปลักษณ์ภายนอกนี่ล่ะค่ะ ดังนั้นเรื่องของรูปร่างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องใดๆ ถ้าหากสาวๆ มีความมั่นใจในรูปร่างของตัวเองแล้ว บุคลิกที่แสดงออกมาก็จะดูดีไปด้วย แถมยังช่วยสร้างเสน่ห์ให้กับสาวๆ แบบไม่รู้ตัวอีกด้วยนะคะ
จู้จี้ขี้บ่น :: เป็นคุณสมบัติที่หนุ่มๆ ร้องยี้เมื่อต้องอยู่ใกล้สาวประเภทบ่นได้บ่นดีทั้งวี่ทั้งวัน หนุ่มๆ มักจะสังเกตผู้หญิงว่าจู้จี้ขี้บ่นหรือไม่จากการดูว่าสาวๆ ชอบที่จะพร่ำพูดเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันในแง่ลบบ่อยเกินไปหรือไม่ เพราะสาวๆ หลายคนชอบบ่นแต่เรื่องซ้ำๆ เดิมๆ
กำลังต้องการใครสักคน :: สาวขี้เหงาหรือสาวที่เพิ่งผ่านอาการอกหักมามักจะมีอารมณ์หวั่นไหวไปกับเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วหากไปเจอหนุ่มในฝันเข้าด้วยล่ะค่ะ หากสาวๆ เผลอใจไปให้เค้ารู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันล่ะค่ะ หนุ่มๆ เค้าอาจจะมองออกก็ได้นะคะว่าสาวคนนี้น่ะ ต้องเพิ่งผ่านการอกหักมาแน่ๆ เลย ...

ครั้งแรกที่เจอกันหนุ่มๆ คิดอะไร
... นี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้นนะคะ หนุ่มๆ หลายๆ คนอาจจะคิดแตกต่างไปจากนี้ก็ได้ค่ะ พี่เหมี่ยวก็แค่หยิบข้อสังเกตเหล่านี้มาบอกเล่าให้สาวๆ ได้นำไปเป็นข้อคิดก็แค่นั้นเองล่ะค่ะ ยังไงก็ลองไปคิดตามดูนะคะว่าจริงอย่างที่พี่เหมี่ยวบอกรึเปล่า ...

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

งานตีพิมพ์

เรื่องตีพิมพ์ในนิตยสาร กฎแห่งกรรม ของ บริษัทสำนักพิมพ์ฉลองบุญ

เล่มที่ 40 ประจำเดือน กรกฎาคม 2552 เรื่อง หัวหน้าวินจำเป็น

เล่มที่ 41 ประจำเดือน สิงหาคม 2552 เรื่อง กรรมหารสอง
กรรมหารสอง
นามปากกา อ.อัครเมธี
เรื่องนี้เป็นเรื่อง จริงที่เกิดขึ้น กับแม่บังเกิดเกล้า ของผู้เขียนเอง แม่เล่าให้ผมฟังว่าเรื่องนี้เกิดขึ้น ก่อนที่ผมจะเกิดมา ประมาณ 6 ปี คงเป็น พุทธศักราช 2500 พ่อกับแม่เป็นชาวนา อาศัยอยู่ อำเภอมัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ปัจจุบัน เป็น อำเภอโคกโพธิ์ไชย ธรรมชาติของพ่อเป็นคนขยัน ทำมาหากินมาก งานของแก คือ การจัดหาพื้นที่ทำกิน ขยายพื้นที่ดิน ให้มากที่สุด เพราะที่ดินสมัยก่อนสามารถจับจองกันเอง ไม่ต้องซื้อใคร ถ้าขยันมาก เผาป่า ถางป่า ปรับพื้นที่ป่าให้เป็นที่ทำไร่ ทำนา หรือทำสวน ใครขยันจับจอง บุกเปิดป่า ก็จะได้ที่ทำกินมาก หรือมีบางคน ถึงขนาดทำร้ายกันเพื่อ แย่งที่ดินทำกินกันก็มีไม่น้อย เพราะสมัย 45 ปีที่ ผ่าน บ้านเมือง กันดาล แค่ไหน ก็เป็นที่ทราบกัน ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ศาสนา ในแถบ ภูมิภาคเอเชียนี้ มีความเชื่อเรื่อง มีวิญญาณ หรือผี อาศัยอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆเช่น ต้นไม้ใหญ่ จอมปลวกขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ เชิงผา ในถ้ำ ต้นไม้ใหญ่ ล้วนแต่มีดวงวิญญาณอาศัยอยู่ทั้งสิ้น ถ้าใครไปลบหลู่ โดยที่ตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม และเข้าไปล่วงเกิน ด้วยวาจา การกระทำ ทางกายด้วยพฤติกรรมที่ เกิดความเสียหายแล้ว ผู้ลบหลู่ย่อมได้รับการแก้แค้น และถูกวิญญาณเหล่านั้นทำร้าย ได้ ไหน ไหน ก็เล่ามาถึงตรงนี้ ขอแทรกเรื่อง ขำ ขำ เกี่ยวกับการบนบานดวงวิญญาณ ให้ฟัง สักเรื่อง เรื่องมีอยู่ว่า พี่ทอง กับ พี่เพชร ชวนกันออกไปล่า สัตว์ บนภูเขาสามยอด ที่จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ สองคนออกจากบ้าน เดินทางกันด้วยเท้า เดินป่ายิ่งนานยิ่ง ลึก ยิ่งนานก็ยิ่งร้อน ด้วยแสงดวงอาทิตย์ ตอนเที่ยงวัน น้ำดื่มที่เตรียมมาจากบ้าน กินกันจนหมด ก็ไม่หายคอแห้ง เหงื่อออกจนท้วมตัว หรือที่ชาวบ้าน เรียกกันว่า ร้อนตับแตก
“ ร้อนจังเลย มันเกิดอะไร ขึ้นวะ เพชร ร้อนจริง จริง วันนี้ เจ้า ป่า เจ้าเขา เอย ดลบันดาลให้ฝนตกที เถาะ ถ้าฝนตก จะให้เจ้าพ่อ ล่อ เจ้า แม่ที ! ” พี่ทอง เดินไป ก็พูดไป โดยไม่ใส่ใจ กับคำพูด ของตนเท่าไหร่
ครู่ต่อมา ฟ้ามืด ลมพัดแรง เสียงดัง ฟู่ ฟู่ ฝนตกลงมา ห่าใหญ่ ทองกับ เพชร วิ่งหลบสายฝนเข้าไปในซอกเขา แทบไม่ทัน
“ เดือดร้อน แล้วไหมละ พี่ทอง พูดพร่อย ๆ หาเรื่องแท้ แท้ จะเอา เจ้า พ่อมาล่อ เจ้าแม่ ที่ไหน” เพชร ต่อว่า พี่ทอง ด้วยความเป็นห่วง
กลับจากล่าสัตว์ ที่เขาสามยอด ได้ 2 วัน พี่ทอง มาหาเพชรที่ บ้าน
“ เพชร แกไม่ต้องห่วงพี่หรอก พี่แก้บนเรียบร้อยแล้ว ’’ ทองกล่าว
“ พี่อย่าล้อ เล่นน่า พี่ทำไง ” เพชรตอบ
“ คืองี้ เมื่อวานนี้ ตอน หัวค่ำ พี่เรียกลูก สาวและลูกชายมา แล้วบอกว่า วันนี้ ห้ามเรียก พ่อว่าพ่อนะ แต่ให้เรียกว่า เจ้าพ่อ แทน แล้วให้เรียกแม่เอ็งว่า เจ้าแม่ หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ
พี่ ก็จัดการกับเจ้าแม่ จนเรียบร้อย 1 ครั้ง แล้วพี่ก็ออกมานอกบ้าน จุดธูป บอกเจ้าป่า เจ้าเขา ว่าพี่แก้บน เรียบร้อยแล้ว” ทองเล่าอย่างอารมณ์ดี อาละ เข้าเรื่องเสียที พ่อของข้าพเจ้าก็เช่นกัน แกเป็นคนขยัน ทุกวันจะเข้าป่า ชีวิตจะยุ่งอยู่กับ การขยายพื้นที่ เผาป่า ถางป่า ขุดดิน ปรับพื้นดิน
วันหนึ่ง ขณะที่ แกถางป่าไปเรื่อย ๆ ก็พบกับ จอมปลวก ขนาดใหญ่ พ่อใช้จอบขุดจอมปลวกนั้นทันที พ่อนึก ในใจว่า ดีละจอมปลวกนี้ใหญ่ดี คงมีตัวปลวกเยอะ ฉันจะขุดแล้วนำตัวปลวกไปให้ไก่กินดีกว่า แถมปรับพื้นที่ได้อีก พ่อแกพูดกับตัวเอง
บึ๋ก บึ๋ก บึ๋ก เสียงคมจอบ กระทบกับจอมปลวก แต่ ผิวดิน แข็งเกินคาด พ่อใช้ความพยายาม ขุดหลายครั้ง แต่ก็ไม่ระคายผิดดินแม้แต่น้อย พ่อแก่ สงสัยมากว่า มันเกิดอะไรขึ้น ดินตรงนี้จึงแข็งผิดปกติ ดินแข็งจริงๆ พรุ่งนี้ค่อยมาขุดใหม่ดีกว่า พ่อแกบ่นอีกครั้ง แล้วก็หยุดขุด เตรียมตัวกลับบ้าน เพราะท้องฟ้าเริ่มมืด เข้ามาทุกขณะแล้ว หลังจากพ่ออาบน้ำ ทานข้าว เรียบร้อยแล้วเข้านอน ตกดึกแกฝันว่า มีชายร่างกายกำยำ ผิวดำ สูงใหญ่ เดินขึ้นมาบนบ้าน แล้วพูดทักพ่อว่า “พี่ ตอนกลางวันพี่ไปขุดจอมปลวกตรงนั้นมันเป็นบ้านของผม พี่อย่าขุดเลยนะ ผมกับลูกเมียจะไม่มีบ้านอยู่”
ชายผิวดำอธิบาย ขอร้องให้พ่อเลิกขุดจอมปลวก
“ นายพูดอะไร ฉันไม่เชื่อหรอก ตรงนั้น ไม่เห็นมีบ้านใครเลย มีแต่ป่า อย่ามาโมเมดีกว่า หรือนายมีแผนจะหลอกเอาที่ดินของฉัน ” พ่อตอบอย่างไม่สนใจ
“ผมเตือนพี่ดีๆ พี่ไม่เชื่อ แล้วเราจะเห็นดีกัน” ชายผิวดำพูดอย่างอารมณ์เสีย
พ่อเล่าต่อว่า ในความฝันนั้น พ่อได้ทะเลาะกับชายผิวดำนั้นอย่างรุนแรง ถึงขั้นเขาจะเข้ามาทำร้ายพ่อ ขณะที่เขาทำท่าจะชกพ่อ พ่อบอกว่าเขาก็รีบหยิบดาบที่อยู่ข้างตัวออกมาป้องกันตัว ชายผิวดำผงะเล็กน้อย แล้ว ก็กลายร่างเป็นสุนัขผิวดำตัวใหญ่ แยกเขี้ยว ยกเท้าหน้าขู่ คำรามเสียงดัง แล้วกระโดดลงเรือนไป พ่อ พ่อ ตื่นๆๆ เสียงแม่เรียกพ่อ พร้อมกับเขย่าตัวให้พ่อตื่น พ่อตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น และเล่าความฝันให้แม่ฟัง
“แล้วพ่อเชื่อความฝันหรือเปล่าล่ะ พ่อจะเลิกขุดจอมปลวกที่อยู่ทุ่งนานั้นไหม”
แม่ถามด้วยความเป็นห่วง “ความฝันก็คือความฝัน เป็นจริงไม่ได้หรอก ถึงเป็นจริง พ่อก็มีมีดดาบลงอาคมที่ปู่ให้มา ป้องกันตัว แม่รู้ไหมดาบเล่มนี้ เหล็กทำมาจากตะปู เจ็ดป่าช้า เชียวนะ ” พ่อพูดอย่างคนไม่สนใจ
ต่อมา ความแปลกก็เกิดขึ้น แม่เล่าต่อว่า ทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำ แม่จะมีอาการ เจ็บปวดที่ตาข้างซ้าย ตุบ ตุบ เหมือนมีใครมาบีบ ลูกตา ยิ่งดึกยิ่งรู้สึกว่าปวดหนักขึ้นเรื่อยๆ พอถึงเช้าอาการปวดก็หายไป จะมีอาการอย่างนี้ทุกวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ จนแม่รู้สึกแปลกๆ บ่อย ๆ ตาแม่เริ่มบวม โตขึ้น เรื่อย ๆ
พ่อ ฉันรู้สึกว่าทุกวันพระ ฉันจะปวดตาบ่อยๆ เป็นเดือนแล้วพ่อรู้ไหม แม่เริ่มมีอาการตาพร่ามัวแล้วนะ แม่กล่าวกับพ่อ “เดี๋ยว วันนี้ไปหาหมอที่โรงพยาบาล ให้เขาตรวจดู” พ่อรับปากจะพาแม่ไปหาหมอ หมอสันนิษฐานว่าดวงตามีอาการอักเสบ ได้รับฝุ่นเข้าไปมาก แล้วจัดยาล้างตา และยาแก้อักเสบมาให้ทานที่บ้าน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ยิ่งทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำ ตกเย็นๆ ประมาณ 17.00 – 18.00 จะเริ่มมีอาการปวดมากขึ้นเป็นลำดับ
ในที่สุดตาแม่ปวด และเริ่มบวมมากขึ้น จนไม่สามารถมองเห็น แล้ววิธีรักษาอีกแบบของชาวบ้านสมัยนั้นคือ ไปหาหมอธรรม (หมอดูและสามารถรักษาคนได้ด้วยวิธีแผนโบราณ)
“หมอธรรม นั่งหลับตาประมาณ 10 นาที แล้วพูดว่า สามีของพี่ไปทำลายบ้านเขา เขามาขอร้องแล้ว แต่แกไม่เชื่อ เขาจึงกลับมาทำร้าย ครั้งแรกเขาก็เข้ามาทำร้ายสามีพี่ แต่สามีพี่ดวงแข็ง และมีของดีคุ้มครอง เขาทำร้ายไม่ได้ จึงต้องมาทำร้ายภรรยาแทน และเขาก็โกรธมากด้วย เขาบอกว่าต้องทำบ้านให้เขาใหม่ แล้วเชิญเขาไปอยู่ เขาจึงจะยกโทษให้ ด้วยความดื้อรั้นของพ่อ ว่าในโลกนี้ไม่มีผี ผีไม่มีจริง ในที่สุดแม่ก็ได้รับความทุกข์ทรมาน ตาเริ่มบวมมาก ปวดแสบทรมาน หนักๆ เข้าตาแม่บวมได้เท่ากำปั้น แล้วเริ่มเน่า มีหนองแตกมีน้ำหนองไหล ออกมาเรื่อย แม่และพ่อก็พยายามรักษาด้วยการใช้ยาสมุนไพร แบบพื้นบ้าน การรักษาแบบพื้นบ้านก็ผลทำให้ตาที่บวม และปวดอย่างรุนแรงของแม่เริ่มหาย และแผลที่ตาเริ่มแห้งสนิท แต่ดวงตาของแม่หายไป แล้วก็มองไม่เห็น ตั้งแต่บัดนั้น ตาของแม่บอดแล้ว ข้างซ้ายบอดสนิท มองไม่เห็น และแม่ก็พยายามยอมรับกับสภาพให้ได้ว่า เป็นผลของการไปเบียดเบียนคนอื่นเขา เขาย่อมมีสิทธิเบียดเบียนเราบ้าง
ถึงอย่างไรแม่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็น เพราะผีกระทำจริงหรือไม่ และแม่ก็ไม่ว่าอะไรพ่อ หรอกเพราะถึงอย่างไรท่านก็รักครอบครัว พยามยามหาที่ดินไว้ให้ลูกหลานทำกิน จนมีฐานะมั่งคง เพราะความขยันของท่าน ผู้อ่านจะเชื่อประการใด สุดแต่จะใช้วิจารณญาณของตนในการพิจารณา ดังเข้าตำราว่า “ไม่เชื่อ ก็อย่าลบหลู่”

เล็กพริกขี้หนู

ในทุ่งหญ้าและป่าเขา มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมายมีนก กระต่าย เสือ กวาง ลิง สุนัขจิ้งจอก ต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต่อมาก็มีกลุ่มนายพรานที่เข้าป่าล่าสัตว์อยู่เป็นประจำ นายพรานจะนำปืนไล่ยิงสัตว์ ทำหลุมดักสัตว์ ทำบ่วงดักสัตว์ ทำให้สัตว์ป่าถูกจับนำไปฆ่าเป็นอาหาร และนำไปขายในเมืองมากมาย ทำให้สัตว์ป่า เกรงกลัวมนุษย์เป็นอย่างมาก พอเห็นมนุษย์เดินเข้ามาในป่า นกจะส่งเสียงร้องบอกข่าวแก่สัตว์ทั่วไป ลิงก็วิ่งหนี สัตว์ต่าง ๆ ในป่าก็ส่งข่าว ส่งสัญญาณกันเป็นทอด ๆ ให้พากันวิ่งหนีเอาตัวรอดจากเจ้ามนุษย์ตัวเล็กนี้ให้ไกล และเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นถูกจับไปเป็นอาหารแน่นอน เพราะมนุษย์ตัวเล็ก ๆ นี้ฉลาดและเก่งมาก สัตว์ทุกตัวต่างก็เข้าใจตรงกันว่า สัตว์ที่น่ากลัวที่สุดคือมนุษย์นี้เอง แล้ววันหนึ่งลิงเห็นช้างตัวใหญ่เดินมาซึ่งเจ้าลิงเกาะอยู่บนกิ่งไม้เห็นช้างเดินผ่านมาก็ร้องทักว่า “ช้างเพื่อนรัก เจ้าจะไปไหนกัน” ลิงถาม
“เราจะเดินไปกินน้ำที่ลำธาร” ช้างตอบอย่างอารมณ์ดี
“หรือจ๊ะ ช้างท่านรู้อะไรหรือยังล่ะ เดี่ยวนี้มีมนุษย์ เข้ามาจับสัตว์และฆ่าพวกเราบ่อย ๆ เจ้าต้องระวังตัวนะ เพราะพวกนี้ฉลาดและเก่งมาก แม้แต่เสือเจ้าของป่า ยังถูกพวกนี้จับไปขังเลย” ลิงกล่าวกับช้างด้วยความเป็นห่วง “ โอ้ย เราไม่กลัวหรอก แล้วมนุษย์ตัวเล็กนิดเดียว จะมีพิษสงอะไร เรากระทืบทีเดียวก็แบนแล้ว เก่งแค่ไหนเชียว ถ้าเราเจอจะจับทุ่มให้ตายเลย” ช้างตอบด้วยอารมณ์หงุดหงิด แล้ววันนั้นก็มาถึง มีนายพราน เข้ามาในป่าสัตว์ทุกตัวต่างสงเสียงดังและวิ่งหนีกันวุ่นวาย แต่เจ้าช้างตัวโตกลับดีใจ วิ่งเข้าไปหานายพราน พวกนายพรานเห็นช้างวิ่งเข้ามาก็ตกใจวิ่งหนีเอาตัวรอด “ไม่ต้องห่วงเสบียง รีบวิ่งขึ้นต้นไม้เร็ว” นายพรานตะโกนบอกเพื่อน เมื่อเห็นช้างวิ่งตรงมาพวกนายพรานรีบปีนต้นไม้ไปได้อย่างปลอดภัย “ ใคร ใคร เขาก็กลัวเจ้ากันนัก ทำไมวิ่งหนีข้าล่ะ เจ้ามนุษย์” ช้างพูดอย่างผู้มีชัย พร้อมชูงวงขึ้นร้อง “แป้น แป้น” เสียงกึกก้องไปทั่วป่า
หลังจากวันที่ไล่นายพรานจนกลัวแล้ว ต่อมาช้างก็นึกอยู่เสมอว่า มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ไม่เห็นตรงไหนน่ากลัว ตามคำบอกของสัตว์ตัวอื่น ๆ เลย
“ไม่เห็นต้องกลัวตรงไหนเลย พวกมนุษย์ซิ กลัวเรา”
ช้างพูดกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่พบเห็นมนุษย์เข้ามาในป่า เจ้าช้างก็แสดงอำนาจวิ่งไล่มนุษย์อยู่บ่อย ๆ จนเป็นการเล่นที่สนุกของช้าง ที่ทำให้มนุษย์วิ่งหนี แต่ขณะเดียวกันสัตว์ประเภทอื่นต้องวิ่งหนีมนุษย์ ต่อมาเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็เกิดขึ้น ขณะที่ช้างกำลังเดินหาอาหารอยู่นั้น เขาต้องสะดุ้ง
“เอ๊ะ เอ๊ะ อะไรติดเท้าเรา” ช้างพูดกับตัวเอง พร้อมกับมองดูที่เท้า แล้วช้างก็พบว่ามีเชือกเส้นเล็ก ๆ ติดเท้าข้างหน้าและข้างหลัง
“เจ้าเชือก จอมเกะกะ กวนใจนัก เดี๋ยวจะเหยียบให้แบน” ช้างบ่น พร้อมขยับขาจะเหยียบเชือก แต่อนิจจา ช้างขยับเท้าไม่ได้ ยิ่งขยับเท้า เชือกยิ่งรัดแน่น แน่นเข้า ๆ จนช้างขยับตัวไม่ได้อีกแล้ว “เกิดอะไรขึ้นกับเราน่ะ โอ้ยเจ็บ” ช้างเริ่มนึกกลัวภัยเข้ามาให้แล้ว “ตุ๊บ” ครู่ต่อมาช้างก็สะดุ้งสุดตัว เมื่อมีสิ่งหนึ่งหล่นลงบนคอ ช้างป่าเริ่มได้กลิ่นอันตรายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ตัวแล้ว ทันใดนั้นเอง…..
“นี่แนะ เจ้าช้างหน้าโง่ ข้าจับเจ้าได้แล้ว” เสียงนายพรานพูดขึ้นพร้อมกับสับตะขอเหล็กลงบนหัวช้างอย่างเต็มแรง
“โอ้ย อย่า! ข้าเจ็บ ข้ากลัวแล้ว อย่าทำข้าเลย”
ช้างร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร ดังก้องป่าด้วยความเจ็บปวดและเสียใจจนน้ำตาไหล สำนึกผิดว่า เราไม่น่าประมาทมนุษย์ตัวเล็กเลย เราน่าจะเชื่อคำเตือนของลิง แต่ก็สายเสียแล้วช้างตกเป็นทาสของนายพรานถูกจับไปทำงาน และทำโทษตลอดไปหมดความเป็นอิสระชั่วนิรัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ คนโง่ ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด”

นิทาน

เรื่องไก่ชนผู้เยอหยิ่ง
ยังมีครอบครัวหนึ่ง ชายเจ้าของบ้านมีไก่ชนตัวหนึ่งเขาเลี้ยงไว้เพื่อนำไปชนพนันกับไก่ตัวอื่นๆ ที่สนามชนไก่เป็นประจำ ไก่ชนตัวนี้ได้รับการเลี้ยงดู เอาใจใส่จากเจ้าของเป็นอย่างดี เช่น การอาบน้ำให้ การเช็ดตัวทำความสะอาด ไม่ให้มีหมัด เหลือบไร มารบกวน ส่วนอาหารก็เลี้ยงดูอย่างดี จากข้าว อาหารบำรุง อาหารเสริมอื่น ๆ จนร่างกายแข็งแรง ในตอนเช้าและตอนเย็นของทุกวัน เจ้าของไก่ก็จะพาวิ่งออกกำลังกายและอุ้มอย่างทะนุถนอมตลอดเวลา ทำให้ไก่ชนมีรูปร่างสง่างาม ผิวดี ขนดำแซมแดง สวยงามประกอบกับมีร่างกายอันแข็งแรงเป็นที่ชื่นชมของไก่ตัวเมียหลาย ๆ ตัว แม้แต่ไก่ตัวผู้ด้วยกันเองก็แอบอิจฉาในความสง่างามและความเป็นอยู่อย่างเอาอกเอาใจของเจ้าของที่มีต่อไก่ชน เวลาไก่ชนตัวนี้เดินไปไหนมาไหนก็มีแต่ไก่ชนตัวเมียอยากเข้าใกล้ แต่ไก่ชนตัวนี้ก็ไม่สนใจแถมยังคุยโอ้อวดอีกว่า “อย่างฉันไม่สนใจหรอก ไก่อย่างพวกเธอ ไม่คู่ควรกับฉันหรอก เพราะพวกเธอผอมก็ผอม ทั้งยังสกปรกด้วย ผิวพรรณก็ไม่เห็นน่ารักเลย พวกเธอไม่มีวันได้ฉันเป็นคู่หรอก” ทำให้ไก่ตัวเมียได้ยินแล้วต่างก็ไม่พอใจในคำอวดดีของไก่ชนตัวนี้ยิ่งนัก แม้แต่ไก่ตัวผู้ตัวอื่นๆ ก็ยังถูกไก่ชนตัวนี้ดูถูกว่าต่ำต้อยกว่าเขา รูปร่างก็ไม่งาม ขนก็ไม่สวย ร่างกายก็ไม่แข็งแรงอย่างฉัน แถมยังไล่จิกไก่ทุกตัวที่เข้ามาใกล้เขาได้รับบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน ทำให้ไก่ตัวอื่น ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ แม้แต่ไก่ตัวเล็ก ๆยังถูกไก่ชนตัวนี้จิกเอาแทบตาย ทำให้ไก่ที่อยู่ใกล้ต่างพากันโกรธมากและเล่าถึงความเกเรนั้นไปยังไก่ตัวอื่น ๆ ให้ระวังตัวอาจถูกจิกและตีได้ยิ่งนับวันไก่ชนตัวนี้ก็ยิ่งรังแกไก่ตัวอื่นมากขึ้นเพราะได้รับการเอาอกเอาใจจากเจ้าของเป็นอย่างมาก เพราะเวลาลงแข่งขันไก่ชนตัวนี้ก็ชนชนะทุกครั้ง ทำให้เจ้าของได้รับเงินรางวัลมากมายเวลานอนเจ้าของก็นำไปนอนบนบ้านด้วย อาจจะรักมากกว่าลูกเขาเองด้วยซ้ำไป
เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง เป็นวันชนไก่ ในสังเวียนไก่ท้ายหมู่บ้านตามปกติ เจ้าของไก่ก็นำไก่ชนตัวเก่งไปท้าชนพนันเช่นเดิม ชาวบ้านนักพนันต่างพากัน ลงเดิมพันกัน เป็นเงินหลายหมื่นบาท เพราะมั่นใจในความเก่งว่าต้องชนชนะคู่แข่งได้เงินรางวัลแน่นอนเหมือนทุกครั้ง เจ้าไก่ชนถูกปล่อยลงสังเวียน เพื่อต่อสู้กับไก่ชนต่างถิ่นด้วยความประมาทในกำลังและความแข็งแรงของตนประกอบกับนึกดูถูกคู่ต่อสู้ แถมยังได้รับคำชมและสรรเสริญจากเจ้าของและคนรอบข้างบ่อย ๆ ทำให้คราวนี้เขาประมาทคู่ต่อสู้ เขาทำท่าทางหลอกล่อ ประมาทกำลังของไก่คู่แข่ง ตีและจิกเบา ๆ และไม่ระวังตัว ทำท่าถอยหลังบ้าง จิกบ้าง จนไก่คู่ต่อสู้ไม่กลัว วิ่งตีและจิกอย่างรุนแรง ด้วยแรงปะทะทำให้ไก่ชนตัวเก่งนั้น ลูกตาข้างขวาไปกระแทกกับขอบสังเวียนที่เป็นตาไม้ไผ่อย่างแรง เป็นเหตุทำให้
“โอ๊ก…โอ้ย ทำไมเรามองไม่เห็น” ไก่ชนผู้ประมาทพูดกับตนเอง ขณะเดียวกันคู่ต่อสู้ ก็ทั้งเตะทั้งจิกลำตัว จิก พร้อมกับกระโดดเตะอย่างสุดแรงเกิด
“เป็นไงล่ะ…เพื่อนถูกฉันเตะงงไปเลยใช่ไหม” คู่ต่อสู้พูดดูถูกอย่างได้ที ไก่ต่างถิ่นเห็นเจ้าไก่ชนผู้ประมาท เข่าอ่อนและท่าทางอิดโรย เขาไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยรีบวิ่งเข้าประชิดตัว จิก แตะ ถีบพลันวันโดยไม่ได้นับจำนวนครั้ง มีแรงเท่าไรก็จิกเต็มที่
“โอ้ย โอ้ยเรายอมแพ้แล้ว เราเจ็บตา เจ็บหัวเหลือเกิน” ไก่ชนผู้โอ้อวด ร้องอกมาจนเสียงหลง วิ่งหนีรอบ ๆ สังเวียนด้วยความกลัว ในที่สุดก็ล้มฟุบหมดแรงหายใจรวยริน เลือดท่วมตัว
“ไชโย ชนะแล้ว ชนะแล้ว” เสียงตะโกน อย่างดีใจของนักพนันฝ่ายตรงข้าม
“เจ้าไก่ชั่ว ทำให้ข้าหมดตัว มาเป็นอาหารของข้ามื้อเย็นดีกว่า”
ชายเจ้าของไก่ชนกล่าวอย่างอารมณ์เสีย พร้อมกับจับคอไก่ยกขึ้น หิ้วคอเดินกลับบ้านด้วยอาการผิดหวัง
พอถึงบ้าน ก็วางร่างอันบอบช้ำของไก่ชนไว้แคร่ไม้หน้าบ้าน เดินเข้าบ้านอย่างไม่ใยดี เมื่อไก่ชนไม่ได้รับการดูแลในอาการบาดเจ็บ ในที่สุดไก่ชนผู้เคยแข็งแรงและสง่างามก็ทนความเจ็บปวดไม่ได้นาน ก็ตายอย่างน่าสงสาร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ความประมาท เป็นหนทางนำไปสู่ความตาย”

ความพอดี

ความพอดี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีสุนัขอ้วนตัวหนึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวของเศรษฐีในหมู่บ้าน ทุกวันสุนัขจะได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารอย่างดี และมีชีวิตที่ดีมีความสุขอยู่เสมอแต่สุนัขตัวนี้ กลับคิดว่าเขาไม่ค่อยมีความสุขเอาเสียเลย ในจิตใจก็นึกอยากได้สิ่งโน้นสิ่งนี้ อยากเป็นอย่างนี้อยากโน้นอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่สุนัขกินอาหารตอนเช้าแล้ว ก็เดินออกจากบ้านไปยังชายทุ่งท้ายหมู่บ้าน และสุนัขแหงนหน้าขึ้นดูท้องฟ้าพร้อมกับหอนด้วยเสียงดังและพูดออกมาว่า “ข้าแต่ท่านเทพบนท้องฟ้า ถ้าท่านมีจริง โปรดปรากฎกายและช่วยเหลือเราด้วยเถิด”ทันใดนั่นเองก็มีเทวดาปรากฏกายออกมาจริง “มีปัญหาอะไรหรือเจ้าสุนัข เจ้าต้องการอะไร” เทวดากล่าวและยิ้มอย่างใจดี สุนัขตื่นเต้นมากและกล่าวกับเทวดาว่า“ข้าพเจ้าอยากขอพรจากท่านให้ได้เป็นอย่างที่ต้องการจะได้ไหม” สุนัขกล่าวตอบเทวดาด้วยความหวัง“ได้ซิเจ้าต้องการอะไรบอกมาเลยเราให้ได้” เทวดารับคำขอของสุนัข “ข้าพเจ้าอยากเป็นดวงอาทิตย์ เพราะดวงอาทิตย์ทำให้โลกสว่างไสว มีความร้อนมากใคร ๆ ก็เกรงกลั ” สุนัขกล่าวขอพร“ได้เลยเราจัดให้ โอ้เพี้ยง จงเป็นตามนั้น” เทวดาเนรมิตให้สุนัขเป็นพระอาทิตย์ แล้วสุนัขก็กลายเป็นดวงอาทิตย์ทันที หนึ่งเดือนผ่านไป สุนัขที่กลายเป็นดวงอาทิตย์ก็มาหาเทวดาพร้อมกับกล่าวว่า “เป็นดวงอาทิตย์ไม่ดีเลย ตอนเช้าก็โผล่มาจากท้องฟ้า ทางทิศตะวันออก ตอนเย็นก็ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก มีกฏ เข้มงวดมากไปแอบเที่ยวไม่ได้ ไม่ชอบเลย ซ้ำซาก ไม่อยากเป็นแล้ว” “แล้วเจ้าอยากเป็นอะไรล่ะถึงจะดี ” เทวดาถาม “ข้าพเจ้าอยากเป็นก้อนเมฆ เพราะก้อนเมฆไปได้ทุกที่ ทุกแห่ง คงได้เที่ยวอย่างมีความสุข” สุนัขขอ
“โอมเพี้ยง จงเป็นก้อนเมฆ ณ บัดนี้” เทวดาให้พรสุนัขกลายเป็นก้อนเมฆ สุนัขเป็นก้อนเมฆแล้ว ก็ท่องเที่ยวไปสถานที่ต่าง ๆ ไม่นานก็บ่นอีกว่าเป็นก้อนเมฆ ไม่ดีเลย ลอยไปทางไหนเจอแต่ลมพัดแตกกระจายทุกที เป็นลมดีกว่า ไปไหนได้ตามใจไม่ต้องกลัวใครดีกว่าก้อนเมฆเสียอีก แล้วสุนัขที่เป็นก้อนเมฆก็ไปขอพรจากเทวดาให้ตัวเองเป็นลม เทวดาก็ใจดีให้พรเช่นเดิม เมื่อสุนัขได้เป็นลมแล้วก็ดีใจ พัดไปพัดมา ท่องเที่ยวไปทุกที่ที่ต้องการ แล้วก็มีความสุขอยู่ไม่นานก็เริ่มเบื่ออีกแล้ว เพราะไปพบกับอุปสรรคคือ พัดไปชนจอมปลวก จอมปลวกแข็งแรงกว่าทำให้ลมกระจายและอ่อนแรง สุนัขที่กลายเป็นลมเริ่มมองว่าจอมปลวกดีกว่าลมอีกแล้วและอยากเปลี่ยนเป็นจอมปลวกดีกว่า แล้วก็เดือดร้อนไปขอพรจากเทวดาอีก เทวดาก็ชั่งใจดีจริง ๆ ให้พรอีกสมใจ สุนัขกลายเป็นจอมปลวกสมใจและมั่นใจในความแข็งแรงและเข้มแข็งลมพัดผ่านทีไรก็หัวเราะทุกทีว่าเราเก่งกว่า ลมหรือจะสู้เราได้ ต่อมาไม่นานความสุขของจอมปลวกก็หมดไปเมื่อพบว่าที่อยู่ของตัวเองนี้เป็นเส้นทางเดินของฝูงวัวและควายที่ต้องเดินผ่านเป็นประจำ เมื่อวัว ควายเดินผ่านก็ทั้งเตะทั้งเหยียบทำให้จอมปลวกสึกกร่อนลงเรื่อย ๆ จอมปลวกอยู่อย่างเจ็บปวดทรมาน อีกแล้วครับท่าน ……….เดือดร้อนใครอีกล่ะ ลองทาย ? เทวดาแน่ ๆ จอมปลวกก็พาร่างกายอันสึกกร่อนไปขอพรจากเทวดาว่าอยากเป็นควายอีกแล้ว เทวดาก็จัดให้อีก “โอมเพี้ยง เจ้าจงเป็นควาย ได้เลย” เทวดาให้พร ………….
เวลาผ่านไป สุนัขกลายเป็นควายไม่นานก็เริ่มเบื่ออีกแล้วหลังจากพบว่า ยังมีเชือกที่คอยดึงจมูกอยู่ เจ็บมากเมื่อเวลาถูกเชือกดึง ควายก็เริ่มมองว่าเชือกเก่งกว่าไม่พอใจในสภาพตัวเองอีกแล้วก็วิ่งไปขอพรจากเทวดาอีก บอกว่าอยากเป็นเชือก เทวดาก็ให้พร จากควายกลายเป็นเชือกหนังอย่างดี โดยไม่บ่นแม้แต่คำเดียว แล้วควายก็กลายเป็นเชือกหนังที่เหนียวทนทานมาก ใช้มัดผูกสิ่งของได้สารพัดประโยชน์ และเชือกหนังก็ภูมิใจในความสามารถของตนไม่นาน เมื่อสุนัขมาพบเข้าก็ตรงเข้ากัด แทะ กระชาก เชือกหนังอย่างไม่ปราณี ทำให้เชือกได้รับความเจ็บปวดและขาดหลุดลุ่ยไม่เป็นท่าเลย เชือกก็คิดว่าเป็นเชือกไม่ดีอีกแล้ว ไม่มีความสุขเลย ไม่พอใจ อยากเป็นสุนัขดีกว่าเก่งกว่าเชือกแล้วเชือกก็กลับไปอ้อนวอนขอพรเทวดาให้บันดาลให้เป็นสุนัข เพราะจะได้กัดเชือกและเก่งกว่าเชือก เทวดาก็ให้พรเป็นสุนัขตามปรารถนา พ้ร้อมกับกล่าวกับเจ้าสุนัขว่า…..
“เจ้าสุนัขไม่รู้จักความพอดี เจ้าอย่าคิดว่าสิ่งนั้นดีกว่า สิ่งนี้ดีกว่า ถ้าได้เป็นคงจะดี เจ้ารู้สึกตัวหรือยังว่า เป็นอะไรก็ไม่ดีหรอก ถ้าจิตใจของเจ้าไม่พอดี เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรดีที่สุดหรอก จะมีส่วนดีและส่วนไม่ดีอยู่ในตัวของมันเสมอ เจ้าดิ้นรนหาสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้ไม่มีหรอก ค้นหาให้ตายก็ไม่พบ เพราะไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ สิ่งที่ดีก็คือ ความพอใจ ในสิ่งที่ตนมี ยอมรับสิ่งที่เด่นและด้อยว่ามีอยู่ในทุกสิ่ง ก็จะมีความสุขตลอดไป”

นิทานเรื่องนี้สินให้รู้ว่า
“ความพอใจในสิ่งของของตน ย่อมพบแต่ความสุข”

นิทาน

เรื่อง ผิดคำสัญญา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งในป่านั้นมีต้นไม้ใหญ่ ทุ่งหญ้า ต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขาเรียงรายไปด้วยต้นไม้ยืนต้นและดอกไม้นานาพันธุ์ ต่างก็ชูช่อแข่งกันด้วยสีสรรอันแปลกตา พร้อมกับแมลงผึ้ง แมลงภู่ บินชมดอกไม้ ฝูงกวางกระต่ายก็กำลังกินหญ้าอย่างสบายอารมณ์ ในกลางป่านั้นมีบ่อน้ำขนาดใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำหลากชนิด ในบ่อน้ำแหล่งนั้นก็ยังมีเต่าอ้วนตัวใหญ่ตัวหนึ่ง กำลังคลานขึ้นมาจากบ่อน้ำ เพื่อมาพึ่งแดดและหาอาหารกิน ขณะเต่ากำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้นั้นเอง เต่าก็แหงนหน้าขึ้นมองไปบนต้นไม้ ทันใดนั้นเอง เต่าก็เห็นนกหงส์ 2 ตัว เพื่อนเก่าของเขานั้นเองด้วยความดีใจ เต่าก็ร้องทักด้วยเสียงอันดังว่า “สวัสดีจ๊ะหงส์เพื่อนรัก ไม่พบกันนานแล้ว สบายดีหรือเปล่า” เต่าถามหงส์พร้อมกับยกขาหน้าขึ้นทักความดีใจที่พบเพื่อนเก่า “ขอบคุณมากจ๊ะเต่า พวกเราสบายดี และมีความสุขมากเลย” นกหงส์ตอบด้วยอารมณ์แจ่มใส แถมร้องเพลงไปด้วย “เพื่อนมีอะไรดีน ะจึงถึงทำให้มีความสุข เราอยากมีบ้างจังเลยคำว่าความสุข จะมีทำไงดี” เต่าพูดผสมหน้าเศร้า “สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก็คือพวกเราไปเที่ยวเมืองสวรรค์กัน… ในเมืองสวรรค์มีบ้านสวยงาม มีตุ๊กตาให้เล่น มีขนมให้ทาน ผลไม้มากมายรสอร่อย ดอกไม้ก็มีสีสวย พร้อมกับส่งกลิ่นหอมทั้งวันทั้งคืน อากาศก็เย็นสบาย แถมมีเสียงเพลงเพราะ ๆ เบา ๆ เสียงลอยมาสายลม โอ้ย สนุกมาก แล้วก็…เอออ….” เต่าฟังหงส์พูดถึงเมืองสวรรค์ถึงกับนั่งหลับตายิ้มหวานกับอารมณ์อย่างมีความสุขและอยากไปเที่ยวบ้าง “พอ….พอแค่เราฟังเพื่อนพูด เราก็มีความสุขขนาดนี้ ถ้าเราได้ไปพบจริง ๆ คงจะมีความสุขมากจริง ๆ เราอยากไปสวรรค์บ้าง เพื่อนพาเราไปด้วยได้ไหม” เต่าพูดอย่างตื่นเต้น
“ไม่ยากหรอกถ้าเพื่อนต้องการ แต่มีข้อห้ามเพื่อนจะทำได้หรือเปล่า ถ้าทำได้ เราจะพาไป แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าทำได้ ก็ไม่ต้องไปเพราะถ้าทำตามสัญญาไม่ได้ อาจจะตายก็ได้ เพื่อนเต่าลองคิดดูให้ดี ” นกหงส์พูดต่ออย่างเป็นห่วง “ไม่มีปัญหาหรอกนกหงส์ เราทำได้ทั้งนั้น ขอให้เราได้ไปเที่ยวเมืองสวรรค์ก็แล้วกันเราทำได้หมด เพื่อนจะให้เราทำอย่างไรถึงจะไปสวรรค์ได้” เต่าพูดตอบอย่างมั่นใจ “ถ้าเพื่อนแน่ใจและมั่นใจว่าจะทำได้ เราก็จะพาไป ฟังให้ดี…ง่ายๆ ขณะพวกเราพาไปนั้นไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ห้ามพูดแม้แต่คำเดียว พอถึงเมืองสวรรค์แล้วค่อยถาม แค่นี้ทำได้ไหม” นกหงส์อธิบายให้เต่าฟัง เต่าก็ฟังอย่างตั้งใจ พร้อมกับยกขาหน้าขึ้นชูพร้อมกัน แล้วกล่าวตอบว่า “ได้เลยเพื่อนแค่ดูเฉย ๆ ไม่พูด เท่านั้นง่ายจะตายเราทำได้ สบายมาก” เต่าพูดอย่างมั่นใจ
“ถ้าเพื่อนรับปากว่าทำได้พวกเราก็จะไปเที่ยวเดี๋ยวนี้เลย เราจะเอาปากคาบกิ่งไม้ตัวละข้าง แล้วให้เพื่อนเต่าอยู่ตรงกลางและเอาปากคาบกิ่งไม้ตรงกลาง คาบแน่น ๆ ห้ามปล่อยนะแล้วพวกเราจะพาเพื่อนบินไป” นกหงส์กล่าวกับเต่าและพร้อมกันเตรียมตัวบิน ทั้งนกหงส์กับเต่าก็พากันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยอาศัยแรง บินของหงส์พร้อมกัน 2 ตัว แล้วสัตว์ 3 ตัวก็ลอยอยู่บนท้องฟ้า ผ่านหมู่บ้าน ทุ่งนา ขณะนั้นเด็กเลี้ยงควายอยู่กลางทุ่งนา มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นนกหงส์และเต่าอยู่บนท้องฟ้า เกิดตื่นเต้นร้องตะโกนบอกเพื่อนให้ดูพร้อมกับชี้และตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า “เอ้ย เจ้าเติ้ล ดูบนฟ้าซิ เต่าเหาะได้ รีบมาดูเร็ว ๆ เข้า” แล้วพวกเด็กเลี้ยงควาย ต่างก็พากันวิ่งตามดูและตะโกนเรื่อย ๆ ว่า “เต่าเหาะได้ เต่าเหาะได้” ชาวบ้านเมื่อได้ยินก็ชวนกันวิ่งออกจากบ้านมาดู
“เต่าวิเศษ แน่เลย พวกเรามาดูเต่าวิเศษเหาะกันเร็ว” ชาวบ้านตะโกนบอกต่อกันเสียงอื้ออึง พอเต่าได้เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็นึกในใจว่า “ฉันไม่ได้เหาะ”
เต่าอึดอัดในใจเต็มทนใจหนึ่งอยากพูด อีกใจหนึ่งก็กลัวผิดคำสัญญากับหงส์ความวุ่นวายของชาวบ้านเริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด เต่าก็ทนไม่ไหว จนลืมสัญญา ขยับปากพูดว่า “ฉันไม่ได้เหาะ ปากฉันคาบไม้ต่างหาก” ขณะขยับปากพูดนั้นเอง ปากเต่าก็หลุดออกจากไม้ ทำให้เจ้าเต่า หล่นจากท้องฟ้า กระดองเต่าตกมากระทบกับพื้นดินแตก จนทนความเจ็บปวดไม่ไหว แล้วก็ตายในเวลาต่อมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ การผิดคำสัญญาพาให้คนพบกับความตาย”

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน